Honesty is the Best Policy

สวัสดีค่ะวันนี้เรื่องเม้าท์ของพี่เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆในการดำรงชีวิตของคนทุกคนแต่อาจจะลืมเลือนกันไปบ้างในบางครั้ง เลยอยากนำเอาเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในที่ทำงานมาเพื่อสอนใจน้องๆที่อาจจะลืม หรือคิดไม่ถึงว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆที่เราไม่ได้ตั้งใจ จะกลายเป็นเรื่องราวที่เปลี่ยนชีวิตเราได้ ก็อยากจะให้เรื่องดังนี้ให้ข้อคิดกับทุกๆคนค่ะ

เรื่องราวในฉบับนี้เป็นเรื่องราวของน้องหนู (นามสมมุติ) เพิ่งมาเรียนที่ซิดนีย์ได้ประมาณหกเดือน และทำงานพาร์ทไทม์เหมือนนักเรียนคนอื่นๆทั่วไปคือทำเสิร์ฟร้านอาหารไทย น้องหนูได้งานทำตั้งแต่เดือนแรกที่มาถึงซิดนีย์ ซึ่งร้านที่หนูทำนั้นค่อนข้างยุ่ง เพราะมีลูกค้าเข้าออกตลอดเวลา และลูกค้าส่วนใหญ่มักมาออร์เดอร์เทคอะเวย์  ตอนไปฝึกงานแรกๆน้องหนูยังไม่ได้เทรนในเรื่องของการใช้เครื่องเก็บเงินสด เธอจึงมีหน้าที่แค่จดออร์เดอร์ลูกค้า เสิร์ฟอาหาร และเก็บจาน เพราะยังไม่เคยผ่านงานร้านอาหารมาก่อน ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความมั่นใจ แต่น้องหนูเป็นเด็กขยัน บอกให้ทำอะไรก็ทำ และทำได้ดี เรียนรู้ได้เร็ว ผ่านไปได้สักพักน้องหนูก็ถูกเทรนในเรื่องการใช้เครื่องเก็บเงินสด และให้หนูเป็นคนปิดเงินสดในแต่ละวัน เพราะเด็กเสิร์ฟทุกคนต้องสามารถทำเครื่องเก็บเงินสดได้ในกะที่ตัวเองทำ ร้านอาหารที่น้องหนูทำ แม้จะเป็นร้านที่ขายดีงานยุ่งแต่ก็ไม่ใช้ร้านที่ใหญ่โตอะไรมากนัก พอน้องหนูเริ่มอยู่ตัวเจ้าของร้านก็เพิ่มความไว้วางใจ จากที่เจ้าของร้านเคยเข้ามาทุกวันเพราะยังไม่กล้าปล่อยให้น้องหนูทำงานอยู่กับพนักงานเสิร์ฟอีกคน ก็เริ่มมาวันเว้นวัน เข้ามาตอนเปิดร้านแล้วก็ไป หรือบางทีหายไปเลยทั้งวัน กลับมาอีกทีร้านจะปิดเพื่อมารับเงินของวันนั้น

เหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของน้องหนู เริ่มจากการที่มีลูกค้าเดินเข้ามาเพื่อซื้อน้ำกระป๋องเดียว $3.50 แต่น้องหนูไม่ได้ลงบิลไว้ ก็เก็บเงินเข้ากระเป๋าตัวเองไปก่อน โดยคิดว่าเดี๋ยวพอเลิกร้านค่อยเขียนบิลสำหรับเครื่องดื่มที่ลูกค้ามาซื้อไปแต่ไม่ได้ลงบิลในตอนนั้น แต่พอร้านเลิก ทุกคนก็ต่างรีบเคลียร์ร้านเพื่อจะได้กลับบ้าน ทำให้น้องหนูลืมไปสนิทเลยว่า ยังไม่ได้ลงรายการน้ำกระป๋องนั้นไป เงิน$3.50 ก็กลายเป็นของน้องหนูไปโดยปริยาย หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก มีลูกค้าเดินเข้ามาเพื่อขอซื้อข้าวกล่องเดียว น้องหนูจึงไปตักข้าวใส่กล่องนำมาให้ลูกค้า ลูกค้าชำระเงินที่น้องหนู และเงินจำนวนนั้นก็เข้ากระเป๋ากหนูไปอีกตาม  หลังจากนั้นน้องหนูเริ่มได้ใจเพราะทำมาแล้วสองครั้ง ไม่มีคนเห็น เจ้าของร้านไม่รู้ คนในร้านที่ทำงานด้วยกันก็ไม่มีใครเห็น แต่หาได้รู้ไม่ว่าที่ร้านมีกล้องวงจรปิดอยู่คร่าาาา มีอยู่3จุดในร้าน คือในครัว  ในส่วนโต๊ะอาหาร และจุดสุดท้ายคือตรงเครื่องเก็บเงินสด ความมาแตกก็ตรงที่จู่ๆเจ้าของร้านก็นั่งดูที่จอทีวีเพื่อจะดูว่าใครทำงานเป็นอย่างไร โดยไม่ได้คิดว่าจะมาเจอพนักงานในร้านตัวเองทำแบบนี้ ภาพในจอที่เจ้าของร้านเห็นคือ น้องหนูรับเงินจากลูกค้าที่มาซื้อเครื่องดื่มกระป๋อง แต่ไม่มีการเขียนลงในใบออร์เดอร์ลูกค้า จากนั้นก็เป็นภาพที่น้องหนูเอาเงินที่ได้จากลูกค้าเข้ากระเป๋าตัวเอง เจ้าของร้านเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดว่าหนูจะกล้าทำอะไรแบบนั้นอีก จึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เรียงอะไรกับน้องหนูทันที แต่ก็กลายเป็นจุดที่ทำให้เจ้าของร้านเริ่มเพ่งเล็งและตั้งใจจะเริ่มจับผิดหนู

หลังจากวันนั้นเจ้าของร้านก็ดูที่กล้องอีก เพื่อดูว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีกหรือไม่ แล้วมันก็เกิดขึ้นอีกโดยที่น้องหนูไม่รู้ตัวเลยว่าเจ้าของร้านเห็นทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่จำนวนเงินที่มากมาย แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไปแล้วก่อนหน้านี้กี่ครั้ง และที่สำคัญไปกว่านั้นคือพฤติกรรมแบบนี้ไม่ควรที่จะเกิดขึ้น เจ้าของร้านจึงเรียกน้องหนูไปคุยเป็นการส่วนตัวว่าเห็นทุกการกระทำของน้องหนูจากกล้องวิดิโอที่น้องหนูไม่เคยรู้เลยว่าร้านที่ทำอยู่นั้น แม้จะเป็นร้านเล็กๆแต่ติดกล้องไว้ด้วย

เจ้าของร้านให้โอกาสน้องหนูอีกครั้งโดยการที่ให้น้องหนูยังทำงานเหมือนเดิมที่ร้าน แต่ความรู้สึกในใจของทั้งคู่ก็ย่อมไม่เหมือนเดิมแล้ว น้องหนูทำงานด้วยความไม่สบายใจ เจ้าของร้านก็ยิ่งเข้ามาที่ร้านบ่อยขึ้นเพื่อสำรวจพฤติกรรมของพนักงานทุกคนโดยเฉพาะน้องหนู จนผ่านไปได้อาทิตย์กว่า แม้ตัวเองจะได้รับโอกาสนั้นไปแล้ว แต่การทำงานก็เต็มไปด้วยความอึดอัด จะทำอะไรก็ถูกจับตามองและทางเจ้าของร้านก็ไม่มีความไว้ใจเหมือนเดิม สุดท้ายน้องหนูทนความกดดันในใจไม่ไหวก็ลาออกจากร้านที่ทำอยู่

น้องๆถ้าเจอพี่ตามถนนหนทางในซิดนีย์ ไม่ต้องถามพี่นะคะว่าใครอ่ะชื่อน้องหนู เหตุการณ์ที่ร้านไหน และเจ้าของร้านเป็นใคร เพราะพี่ก็ไม่ทราบ ฟังเค้ามาอีกทีเลยเอามาเม้าท์เตือนใจน้องๆอ่ะจ้า เพราะพี่ก็เคยได้ยินเรื่องราวแบบนี้อ่ะนะคะ บางครั้งความไม่ตั้งใจของเรา ในเรื่องที่ไม่สมควรทำ ก็กลายเป็นความผิดและต้องรับโทษแบบไม่ตั้งใจเช่นเดียวกันนะจ๊ะ ไม่ว่าจะเป็นงานประเภทไหน ที่ไหน ประเทศไหนก็ตาม ฝรั่งเค้าว่า “Honesty is the best policy” ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเน้อออ …..

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *