UniSA “มนุษย์จรวด” เข้าร่วมโครงการของชาติในการปล่อยดาวเทียม

ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์จาก University of South Australia (UniSA) จะใช้เวลา 3 ปีข้างหน้าทำงานในโครงการของชาติที่มีมูลค่า 3 ล้านเหรียญดอลล่า ในการสร้างแท่นปล่อยอวกาศอันแรกของออสเตรเลียเพื่อเอาไว้ใช้ในการปล่อยดาวเทียมสู่อวกาศ

นักวิศวกรรมของ UniSA ดอกเตอร์ไซฟูล บาลี ได้รับภารกิจในการให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาเครื่องยนต์แรงขับสูง 2 ตัว – ตัวหนึ่งใช้ในการปล่อยดาวเทียมขึ้นไปยังวงโคจรก่อนที่จะหลอมละลาย ส่วนอีกตัวหนึ่งจะสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายที่ 2 จะเป็นครั้งแรกของโลกหากประสบความสำเร็จ

โครงการ Responsive Access to Space (RAS) นำโดย DefendTex บริษัทเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ ร่วมกับนักวิจัยจาก UniSA, RMIT, University of Sydney, กลุ่มวิทยาศาสตร์การป้องกันประเทศและเทคโนโลยี, Universitat de Bundeswehr จากประเทศเยอรมัน และ Innosync Pty Ltd บริษัทการตลาด

ดอกเตอร์บาลีเป็นผู้นำของทีม UniSA ในส่วนของการสร้างแบบจำลองการฉีดและขั้นตอนการผสมอากาศกับเชื้อเพลิงเพื่อพัฒนาเครื่องยนต์จุดระเบิดหมุนรอบตัวที่พร้อมบินได้

“เรามองไปที่ 2 ตัวเลือก” เขากล่าว “ตัวแรกคือราคาถูกกว่า มีขนาดเล็กกว่ามากซึ่งทำให้สามารถปล่อยดาวเทียวขนาดเล็กก่อนที่จะหลอมละลาย มันมีขนาดเล็กกว่าแท่นปล่อยอวกาศขนาดปกติ ในปัจจุบันเราต้องเช่าซื้อแท่นปล่อยอวกาศจากสหรัฐอเมริกาหรือรัสเซียเพราะว่าออสเตรเลียไม่มีความสามารถในด้านนี้” เขาบอก

“ตัวเลือกที่ 2 คือพัฒนาเครื่องยนต์ที่สามารถปล่อยและกลับมายังโลกได้ ซึ่งมันจะสามารถใช้ได้หลายครั้ง แต่ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีใครสามารถทำได้ทั้งๆที่มีความพยายามอย่างมากด้านงานวิจัยนานาชาติอย่างเข้มข้นจริงจังที่สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน และญี่ปุ่น”

เครื่องยนต์จุดระเบิดหลายตัวแบบตั้งได้ถูกสร้างขึ้นในหลายประเทศข้างต้นนี้ และมันทำงานได้อย่างมั่นคงแค่ไม่กี่วินาทีก่อนที่จะพุ่งตกมายังโลก ดอกเตอร์บาลีบอก

โครงการ RAS ได้รับเงินรางวัล 3 ล้านเหรียญดอลล่าจากการเข้ารอบที่ 5 ของโครงการ Cooperative Research Centre Projects (CRC-P) และดึงดูดเงินสดมากกว่า 10 ล้านเหรียญดอลล่า และยังได้รับเงินบริจาคจากอุตสาหกรรมและผู้ถือผลประโยชน์ร่วมของมหาวิทยาลัย

การลงทุนนี้สร้างขึ้นจากพันธสัญญา 4 ปีของรัฐบาลกลางด้วยจำนวนเงิน 41 ล้านเหรียญดอลล่า เพื่อสร้างอุตสาหกรรมอวกาศของออสเตรเลีย ซึ่งจะมีมูลค่าสูงถึง 12 พันล้านเหรียญดอลล่าในปี ค.ศ. 2030

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *